ไปชมชาน้ำมัน ที่แม่สาย แห่งเดียวในไทย …ขายดีจนต้องจองล่วงหน้า

ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ขอเรียกสั้นว่าศูนย์ชาน้ำมัน ก็แล้วกันนะครับ ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ของแม่สายก็ว่าได้ เพราะเพิ่งเปิดให้เยี่ยมชมกันได้ไม่นาน ความน่าสนใจและสะดุดตาของที่นี่ คงหนีไม่พ้น เรื่องเกี่ยวกับน้ำมันชานั้นเองครับ เป็นแหล่งเรียนรู้ และแหล่งผลิตน้ำมันชาแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทย 

ก้าวแรกที่มาถึงศูนย์น้ำมันชาแห่งนี้ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำริแห่งหนึ่ง ทุกคนก็จะได้เห็นความสวยงามของพื้นที่ ที่ทางศูนย์จัดสร้างให้เป็นพื้นที่พักผ่อนสาธารณะด้วย มีร้านอาหารอยู่ริมน้ำ มีร้านขายผลิตภัณฑ์ที่ทางศูนย์ผลิต แล้วก็มี Wifi ฟรีให้ใช้ด้วยนะ 

เราเข้าไปในอาคารศูนย์เพื่อเยี่ยมชมประวัติความเป็นมากันก่อน โดยมีเจ้าหน้าที่ของทางศูนย์มาเล่าประวัติความเป็นมาให้พวกเราฟัง 



โดยย่อๆ ศูนย์ชาน้ำมันแห่งนี้ ก่อตั้งขึ้นโดย สมเด็จพระเทพฯ ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อเป็นโรงงานผลิตน้ำมัน ซึ่งเป็นน้ำมันคุณภาพสูง ด้วยวิธีการสกัดเย็น เรียกว่าเป็นโรงงานแรกและโรงงานเดียวในประเทศไทย ที่สามารถผลิตน้ำมันด้วยวิธีการสกัดเย็น และสามารถเปิดให้ทุกคนเข้าชมได้ทุกจุด ซึ่งเดี๋ยวเราจะไปเดินชมโรงงานกัน 

นอกจากจะเป็นโรงงานต้นแบบในการผลิตน้ำมันจากชาแล้ว ยังทำงานวิจัยเกี่ยวกับพืชน้ำมันอื่นๆด้วย โดยปกติหลายคนคงจะคุ้นเคยกับน้ำมันโบริโภคในบ้านเราก็เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันปาล์ม ซึ่งมีต้นทุนการผลิตที่ราคาถูก และเข้าถึงประชาชนจำนวนมาก แต่คุณภาพน้ำมันนั้นแตกต่างจากน้ำมันชามากมายนัก และคุณสมบัติข้อดีของน้ำมันชานี้ก็มีข้อดีอย่างมาก จนได้ชื่อว่า เป็นน้ำมันมะกอกแห่งโลกตะวันออก ที่ประเทศจีนรู้จักและบริโภคน้ำมันชนิดนี้มากว่า 1,000ปี มาแล้ว เนื่องจากมีองค์ประกอบ ของไขมันที่ดีต่อร่างกายไม่ด้อยไปกว่าน้ำมันมะกอก และไม่มีกรดไขมันจึงทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมวิตามินเอ ดี อี และเค ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ภาพ : เมล็ดชาน้ำมัน

สามารถนำไปผลิตเครื่องสำอางบำรุงเส้นผม และผิวพรรณต่างๆ เช่น ครีมและโลชั่นบำรุงผิว ครีมกันแดด สบู่ ยาสระผม หรือผสมกับน้ำมันหอมระเหย กากเมล็ดชา (Tea seed meal) ที่ได้จากการหีบน้ำมันสามารถ ใช้เป็นยากำจัดศัตรูพืช เช่น หอยเชอรี่ในนาข้าว และปลาในบ่อกุ้ง และยังใช้เป็นส่วนผสมในการผลิต น้ำยาทำความสะอาดต่างๆ 

นอกจากนี้น้ำมันชายังอุดมไปด้วย สารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์สูง เช่น วิตามินอี และสารคาเทชิน ซึ่งช่วยยืดอายุการใช้งานของน้ำมันให้นานขึ้น และมีจุดเดือดเป็นควันสูงมากกว่า 250 องศาเซลเซียส ทำให้สามารถประกอบอาหารได้ หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการผัด ทอด หรือใช้เป็นส่วนผสมของน้ำสลัด หรือซอสหมักเนื้อสัตว์ 

แต่เจ้าต้นชาน้ำมันที่ว่า จะออกดอกแค่ปีล่ะครั้ง นั้นหมายความว่าจะผลิตได้ปีล่ะครั้งด้วยเช่นกัน จึงเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก นอกจากน้ำมันชาแล้ว ทางศูนย์ยังได้วิจัยน้ำมันจากพืชชนิดอื่นด้วย เช่น น้ำมันมะรุม น้ำมันดอกคำฝอย ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายในหลากหลายแง่มุม ทางศูนย์ก็พยายามวิจัยเพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปปลูกได้ เพื่อเป็นเกษตรทางเลือกอีกทางในการเสริมรายได้ ขณะนี้ก็พยายามพัฒนาสายพันธุ์กันอยู่ 


น้ำมันชนิดต่างๆที่ทางศูนย์ผลิตอยู่ในขระนี้

จุดน่าสนใจ 
จุดแรก เสาเอก ตั้งอยู่กลางอาคาร เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เห็น เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นก่อร่างสร้างอาคารแห่งนี้ ซึ่งสมเด็จพระเทพฯ มีพระราชดิริขอให้เอาไว้ด้านบน ไม่ต้องฝังลงไปใต้ดิน อยากให้คนที่มาเยี่ยมชมศูนย์ได้เห็น ซึ่งทำจากไม้มะค่าแดง สังเกตุที่ไม้จะมีแผ่นทองปิด และรอยนิ้วมืออยู่นั้นคือรอยพระหัตถ์ขององค์สมเด็จพระเทพฯ 


เสาเอก

ตัวอาคารศูนย์ อาคารแห่งนี้ สร้างเสร็จภายใน 1ปีเท่านั้น(ปี 2554 สร้างเสร็จ)  เพื่อให้ทันกำหนดที่เมล็ดชาน้ำมันล๊อตแรก จะมออกผลผลิต ซึ่งจะออกผลเพียงปีล่ะครั้งเท่านั้น การลงทุนปลูก 5ปีถึงจะให้ผลผลิต ซึ่งทางศูนย์ทดลองปลูกตั้งแต่ปี 2549 และเจ้าต้นชานี้มีอายุยืนยาวได้ถึง 270ปีทีเดียว 

ตัวโรงงานผลิตชาน้ำมัน ภายในประกอบด้วยเครื่องจักรทั้งหมด 3ตัว เครื่องแรกคือเครื่องหีบน้ำมันเพลาเดี่ยว เครื่องนี้เป็นเทคโนโลยีเดียวกับที่หัวหิน ที่ใช้ผลิตไบโอดีเซล ซึ่งเอามาดัดแปลงนำมาใช้ผลิตน้ำมันบริโภค โดยได้รับการวิจัยจากม.สงขลานครินทร์ เป็นเครื่องใหญ่สุดของที่นี่ 1วันสามารถผลิตได้ 60,000 ตัน 

เครื่องที่2เป็นเครื่องจากจีน เครื่องนี้มีกำลังผลิต 30กิโลกรัมต่อชั่วโมง เริ่มแรกเลยเราเอาความรู้มาจากจีนทั้งหมด ขอต้นมาปลูก ข้อขอมูล และจีนก็ให้เครื่องตัวนี้มาด้วย เพื่อทำการทดลองหีบน้ำมันชาเป็นครั้งแรกในช่วงปี 54 ซึ่งช่วงแรกเครื่องนี้จำสามารถหีบน้ำมันชาได้เพียงอย่างเดียว เราจึงนำมาพัฒนา เพื่อให้หีบน้ำมันชนิดอื่นได้อีก เช่น ดอกคำฝอย น้ำมันงา น้ำมันทานตะวัน 

เครื่องที่3 เป็นเครื่องผลิตน้ำมันที่ได้รับการวิจัยและพัฒนาจากกรมวิชาการเกษตรของเราเอง เพื่อใช้ผลิตน้ำมัน ในปริมาณวัตถุดิบน้อยๆ เช่นพวกน้ำมันมะรุม ซึ่งมีราคาแพงมาก เรารับซื้อมาในราคากิโลกรัมล่ะ 300-400 บาท 1กิโล สามารถผลิตน้ำมันได้นิดเดียว จึงไม่สามารถดำเนินการผลิตในเครื่องจักรใหญ่ได้ จึงต้องเอามาผลิตในเครื่องเล็ก

 ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน ภาพที่ 035 ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน ภาพที่ 033 ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน ภาพที่ 032
ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน ภาพที่ 031 ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน ภาพที่ 029 ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน ภาพที่ 025

ร้านอาหารเมล็ดชา น้ำมันที่ใช้ในร้านอาหารเมล็ดชา จะใช้น้ำมันที่ผลิตเองทั้งหมด จึงอยากให้ทุกคนที่มาเยี่ยมศูนย์ได้มีโอกาสทดลองชิม อาหารที่ใช้น้ำมันชา ซึ่งกินเข้าไปแล้วไม่สะสมในร่างกาย เป็นน้ำมันบริโภคคุณภาพสูง ร้านเมล็ดชายังเป็นร้านที่ได้พระราชทานชื่อจากองค์สมเด็จพระเทพฯ และยังวาดรูปให้ด้วยเป็นสัญลักษณ์ดอกชาและมีข้อความเมล็ดชา ที่ร้านจะมีเมนูพระราชทาน ปัจจุบันมีอยู่ 2เมนู และ2เมนูนี้ ทางร้านทำโดยไม่คิดกำไรแม้แต่บาทเดียว อยากให้ประชาชนทุกคน ที่มาเยี่ยมชมศูนย์ ได้มาทดลองชิมอาหารเมนูพระราชทาน ด้วยน้ำมันคุณภาพสูง พระองค์ท่านจะเสด็จมาที่นี่ทุกปี และพระราชทานเมนูให้ ปีล่ะ1รายการ เมนูพระราชทาน ได้แก่ 
• โครเก็ตเบคอน (Kroket bacon) 
• ซุปมะเขือเทศ
ร้านอาหารเปิด 10.00-20.00น.


ร้านเมล็ดชา

ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน ภาพที่ 091 ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน ภาพที่ 090 ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน ภาพที่ 089
บรรยากาศในร้านเมล็ดชา


โครเก็ตเบคอน (Kroket bacon) 


ซุปมะเขือเทศ


ร้านขายของที่ระลึก 
ภายในร้านจะมีน้ำมันที่ทางศูนย์ผลิตทั้งหมดจำหน่ายอยู่ที่นี่ ใช้ตรา“ภัทรพัฒน์” และมีเครื่องสำอางค์จากผลิตภัณฑ์ของทางศูนย์อีกด้วย 


ในร้านขายของที่ระลึก

ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน ภาพที่ 060 ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน ภาพที่ 061 ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน ภาพที่ 062
ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน ภาพที่ 063 ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน ภาพที่ 069 ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน ภาพที่ 068

สวนสาธารณะ
รอบๆอาคารศูนย์ชาน้ำมัน จะถุกจัดสวนไว้อย่างสวยงามเพื่อเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของนักท่องเที่ยวได้อีกด้วย จะมีคนมาออกกำลังกายช่วงเช้าและเย็นเยอะมาก ซึ่งเป็นที่พื้นที่ที่อยากให้มีไว้ใช้ประโยชน์ร่วมกับชุมชน 




ลานนิทรรศการ
ส่วนนี้อยู่ในอาคาร จัดข้อมูลสำหรับให้ความรู้เกี่ยวกับชาน้ำมัน 




น้ำมันอีกชนิดหนึ่งที่อยากแนะนำ คือ น้ำมัน เนเจอร์ ซึ่งมีวิตามิน E สูงที่สุด ในประเทศไทยไม่มีที่ไหนขาย นอกจากที่นี่ที่เดียว มีคนทางยุโรปมาจ้างชาวบ้านปลูกซึ่งแรกๆดราก้ไม่รู้ว่าเขาปลูกไปทำอะไรกัน เขาปลูกได้ผลผลิตเขาก็ขนกลับ ไปผลิตบ้านเขา มารู้ทีหลังว่ที่ยุโรปกำังเป็นที่นิยมมาก เพราะตัวน้ำมันเนเจอร์มีสารต้านอนุมูลอิสระเยอะ นิยมมากในหมู่หนุ่มสาว เรียกว่ากินน้ำมันเนเจอรืแล้วชะลอความแก่ และยังมีวิตามิน E สูงอีกด้วย ซึ่จะช่วยเรื่องระบบย่อยอาหาร ยังช่วยต้านมะเร็งลำไส้ได้อีกด้วย ก็เลยเป็นที่นิยมมากทางยุโรป 


น้ำมันเนเจอร์ ขวดล่ะ 100-

ส่วนเมล็ดชา ช่วงที่เราไปนั้นไม่มีการผลิตครับกำลังรอผลผลิตรอบใหม่ และมีการสั่งจองกันมากทีเดียว เพราะผลผลิตจะออกในช่วงหน้าหนาวจะเก็บเกี่ยวได้ก็ประมาณ พฤศจิการ-ธันวคม ประมาณนี้ เราถึงจะเห็นน้ำมันชาล๊อตใหม่ออกจำหน่าย ซึ่งตอนที่พวกเราไปนั้นหมดครับ ขายดีมากๆๆๆ และเพียงแค่กุมภาพันธ์ ก็น่าจะขายหมดแล้ว ใครสนใจสั่งจองไว้ก่อนเลยนะครับ 

ปีแรกในการผลิตทางศูนย์ผลิตได้เพียง 5,000 ขวดเท่านั้น (ปี 2554) 

ต้นในกะถางอายุ 2ปี 



ต้นใหญ่นี้อายุ6 ปี 



ยำอีกครั้งครับว่า น้ำมันก็คือน้ำมัน ไม่ใช่ยานะครับ ถึงจะมีสรรพคุณมาก ก็ต้องกินในปริมาณที่เหมาะสมด้วยนะครับ ถึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด 


สนใจข้อมูลเพิ่มเติม

ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน
ที่ตั้ง 888 ถ.พหลโยธิน ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย 57130 
โทรศัพท์ : 053 734140-2, 053 734440 
โทรสาร : 053 734140-2 ต่อ 205
แผนที่ จุดA แสดงที่ตั้ง: 
[gmap markers=letters::20.419817873466563,99.88111639026101 |zoom=16 |center=20.422126404926466,99.88280296325684 |width=600px |height=450px |control=Micro |type=Map]
ขอบคุณ: 

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กองประชาสัมพันธ์ภายในประเทศ

ท่องเที่ยวสะดุดตา Spotlight Travel