สุนทรีย์ แห่งท้องทะเลตะวันออก ...เกาะมัน

โว๊ะ โอว โวะ โอะ โอ ..ร่างกายต้องการทะเล  หัวใจต้องการมีเธอ...เพลง 10 things ของคุณเจี๊ยบ วรรธนา ดังขึ้นระหว่างการเก็บกระเป๋าเตรียมตัวออกทริปเที่ยวทะเล  แหมๆ การเที่ยวทะเลนี่มันช่างทำให้มีความสุขตั้งแต่ก่อนการเดินทางกันเลยนะคะ  รีบเก็บกระเป๋าไปเที่ยวทะเลกันดีกว่าค่ะ

          เมื่อช่วงเวลาแห่งการ เที่ยวทะลมาถึง มองไปทางไหนก็เห็นแต่คนไปเที่ยวทะเล  ฟรีดข่าวในหน้าเฟสบุคที่ขึ้นมาล้วนแต่เป็นภาพทะเลทั้งนั้น  ทริปนี้สะดุดตาเลยขอขออินเทรนด์ด้วยการพาไปเที่ยวทะเลกันซักหน่อยค่ะ  ทะเลทริปนี้เป็นทะเลที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพมากนัก เป็นทะเลตะวันออก  คิดว่าหลายคนคงพอจะเดาได้ใช่มั้ยคะ  ทริปนี้เราจะพาไปชิลกันที่ระยองคะ ถ้าไประยอง หลายคนคงนึกถึงเกาะเสม็ด ดำน้ำเกาะทะลุหรือเกาะกุฎี   แต่ทริปนี้เราไม่ได้พาไปเกาะเสม็ดค่ะ  เพราะเราจะพาไปเที่ยวเกาะมันค่ะ  หากดูจากแผนที่แล้วเราจะเห็นว่าเกาะมันนั้นมีด้วยกัน 3 เกาะ ประกอบไปด้วย เกาะมันใน  เกาะมันกลาง และเกาะมันนอก  โดยที่เกาะมันกลางและเกาะมันนอกจะมีที่พัก ส่วนเกาะมันในนั้นไม่ได้มีที่พักแต่ที่นี่จะมีศูนย์อนุรักษ์พันธ์เต่าทะเล ทริปนี้เราจะไปเช็คอินกัน 2 เกาะ ค่ะ คือการเที่ยวเกาะมันในและไปพักผ่อนชิลๆ ที่เกาะมันกลาง 



        เรามาขึ้นเรือกันที่ท่าเรืออ่าวมะขามป้อม ท่าเรือนี้ห่างจากเกาะมันใน ประมาณ 6 กิโลเมตร โดยปกติแล้วการเดินทางไปเที่ยวหมู่เกาะมันนี้ ที่นิยมกันนั้นสามารถไปได้ทั้งที่ท่าเรือประแสร์และท่าเรืออ่าวมะขามป้อม ซึ่งเราก็เคยไปแล้ว ทั้งสองท่า ถ้าจะให้บอกว่าท่าไหนใกล้ที่สุดคงตอบไม่ได้เพราะมันรู้สึกว่าพอๆ กัน แต่ชาวประแสร์เค้าบอกว่าที่ท่าเรือประแสร์ใกล้กว่าค่ะ เอาเป็นว่าเลือกกันตามอัธยาศรัยเลยค่ะ แต่ครั้งนี้เราาขึ้นกันที่ท่าเรืออ่าวมะขามป้อมเนื่องด้วยท่าเรือของที่พักของเราในวันนี้คือมันตราคีรีเค้ามีที่จอดรถสำหรับคนที่จะเข้าพักบนเกาะ และเรือของรีสอร์ทจะมารับเราที่นี่ 



         วันที่เราเดินทางแดดร้อนมากค่ะ แต่ก็ทำให้ท้องฟ้าสวย ใสปิ้ง เหมาะแก่การถ่ายภาพเป็นอย่างมาก  ตอนเราเดินทางไปน้ำทะเลลงเยอะค่ะ  ทำให้เราต้องปีนป่ายกันนิดนึงเพื่อลงเรือ แต่ก็ไม่ได้้ยากเย็นอะไรสำหรับเรา  ยังช่วยเพิ่มความสนุกสนานตื่นเต้นให้อีกด้วยซ้ำไป  เรือมุ่งหน้าสู่เกาะมันใน  ท้องทะเลกว้างมากถ้ามาคนเดียวคงเหงาแย่ ดีที่เรามากันเป็นหมู่คณะ เลยดูนู่นนี่นั่น  บ้างก็ถ่ายรูป สนุกสนานเฮฮากันไป เราลงเรือกันมาหลายคน  นอกจากพวกเราแล้วก็มีทั้งคู่เพื่อน คู่รัก จูงมือพากันมาเที่ยวทะเล เห็นแล้วน่ารักดี  การถ่ายรูปนี่เป็นสิ่งที่ใครๆ ชอบกัน เราเองก็ชอบมากไม่น้อยไปกว่าคนอื่นๆเลย การนั่งบนเรือและถ่ายรูปคู่กับท้องทะเลก็เป็นกิจกรรมที่ช่วยเพิ่มความน่าสนใจระหว่างการเดินทางหลังจากเราได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศความสวยงามของทะเลมาพอสมควรแล้ว  อยากจะแนะนำให้สวมชูชีพระหว่างการเดินทางด้วยนะคะ เพราะนอกจากจะปลอดภัยแล้ว เวลาถ่ายรูปออกมายังสวยเด้งออกมาจากภาพเลยล่ะค่ะ 





          เรือนำเรามาถึงเกาะมันในที่นี่เป็นศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล  ตามโครงการสมเด็จฯ อนุรักษ์พันธ์เต่าทะเล จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ก่อนผู้เขียนจะเกิดด้วยซ้ำไป  จะขอเล่าให้ฟังสั้นๆ ค่ะ ว่าแต่เดิมนั้นคนนิยมนำเนื้อและไข่เต่าไปรับประทานกันมาก จนเต่าทะเลหลายชนิดเริ่มลดจำนวนลง โดยเฉพาะ เต่ามะเฟือง เต่าตนุ เต่ากระ เต่าหญ้า เตาตาแดง  ในปี 2493 กรมประมงจึงแก้ไขกฎหมายกำหนดให้ผู้ครอบครองเต่าทะเลมีความผิดตามกกฎหมายแต่ก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้น เต่าก็ลดลงเรื่อยตามเดิม  สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ ทรงห่วงใยกับสถานการณ์การลดลงของเต่าทะเลจึงมีพระราชดำรืให้ดำเนินโครงการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล  โดยพระราชทานเกาะมันใน จังหวัดระยอง ซึ่งรัฐบาลในสมัยนั้นถวายให้เป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์  โดยเริ่มต้นโครงการเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2522 โดยจัดตั้งที่นี่เป็นศูนย์กลางการอนุรักษ์และเพาะขยายพันธุ์เต่าทะเล    ในช่วงวันสำคัญต่างๆ เช่น วันเฉลิมฯ ของ พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ จะมีกิจกรรมปล่อยเต่าที่ทางศูนย์ฯได้อนุบาลเอาไว้เป็นงานเฉลิมพระเกียรติที่มีเฉพาะในวันสำคัญเท่านั้น หากใครสนใจที่จะปล่อยเต่าก็ต้องติดต่อตอนช่วงใกล้ๆ วันสำคัญเท่านั้น  ไม่ใช่ว่าใครคิดอยากจะไปปล่อยเต่าแล้วจะไปได้ตลอดนะคะ เพราะว่าจะต้องใช้เวลาพอสมควรในการเพาะเลี้ยงในแต่ละรุ่น  





แต่หากใครสนใจกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างการอนุรักษ์เต่าละก็ แต่ไม่สามารถมาในวันที่ปล่อยเต่าได้ละก็ ที่นี่ก็ยังยังสามารถทำอย่างอื่นได้ เช่น การให้อาหารเต่าซึ่งก็ต้องตรวจสอบเวลากับทางศูนย์ ฯ ให้แน่ชัด อีกที หรือจะเป็นการขัดบ่อเต่า  ก็เป็นที่นิยมสำหรับกลุ่มที่ชอบกิจกรรม CSR  หรือใครพละกำลังไม่พอแต่มีกำลังทรัพย์ก็สามารถบริจาคเงินช่วยซื้ออาหารเต่าก็ยังได้ค่ะ  ถ้ายังไม่จุใจก็ช่วยกันกลับมาเล่าเรื่องของเต่าทะเล ทำไมเราจึงต้องอนุรักษ์เต่าทะเล ให้คนที่บ้านฟัง ก็ยังเป็นการช่วยเผยแพร่และกระตุ้นจิตสำนึกให้คนทั่วไปเห็นประโยชน์ที่แท้จริงของเต่าทะเลได้มากขึ้น ซึ่งการมาเที่ยวที่เกาะนี้จะมีวิทยากรคอยบรรยายให้เราฟังอย่างชัดเจน แจ่มแจ้งกันเลยละคะ

        ครั้งนี้น้ำลง ทำให้เราต้องปีนบันไดขึ้นเกาะมันในกันอีกแล้ว น้ำทะเลเขียวใส สวย เริ่ด มากมายค่ะ ถ้าสังเกตุดีๆ เราจะเห็นแมงกระพรุ่น กระดึบๆ ไปมาในน้ำ น่ารักไม่น้อยเลยทีเดียวเชียว  ระหว่างทางเดินไปยังอาคารพิพิธภัณฑ์ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล ก็มักจะเห็นกิ้งก่า วิ่งไปมา อยู่บ่อยครั้ง  มีเยอะซะด้วยสิค่ะ แหมๆ ที่นี่ ดูอุดมสมบูรณ์ดีค่ะ  เดินมาเกือบถึงอาคารฯ แต่ก็ยังไม่ถึง เพราะว่าเราแวะถ่ายรูปกันตลอดทางเลย ชิงช้าริมชายหาดที่ผูกไว้ใต้ต้นไม้สีเขียว นั่งมองวิวทะเล๊ ทะเล น้ำสีเขียวมรกต ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าสว่าง   แหม จะมีอะไรที่มันจะเหมาะสมไปกว่านี้คงไม่มีอีกแล้ว ณ เวลานี้ กับการนั่งชิลๆ ปล่อยอารมณ์ไปตามเสียงคลื่นที่เหมือนเสียงดนตรีขับกล่อมเรา หรือ ใครจะถ่ายรูปก็ยังได้เลย เพราะทั้งสีของฟ้า แสง และสถานที่เป็นใจซะขนาดนี้ ใครจะอดใจไหวใช่มั้ยค่ะ   

          เดินมาถึงอาคารพิพิธภัณฑ์ฯ มีวิทยากรมาบรรยายให้เราฟังว่าที่เกาะมันในแห่งนี้มีพื้นที่ประมาณ 137 ไร่  ที่นี่ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง สามารถเพาะพันธ์เต่าทะเลได้เอง  โดยวิธีการไปเก็บไข่เต่าจากธรรมชาติมาฟักแล้วไปเพาะเลี้ยงในบ่ออนุบาล  พอเติบโตก็ปล่อยลงสู่ท้องทะล เพื่อให้ใช้ชีวิตตามธรรมชาติต่อไป  ทำให้เรารู้สึกสงสัยว่าทำไมถึงไม่ปล่อยให้เค้าฟักเองตามธรรมชาติ พี่เค้าจึงบอกเราเพิ่มเติมว่า หากเราปล่อยให้เค้าฟักเองตามธรรมชาติแล้วโดยมากมักมีอัตราการรอดชีวิตน้อยมาก อาจโดนสัตว์บางอย่างกินมันก่อนที่จะโต หรือโดนทำร้าย จึงต้องมีการนำมาอนุบาลก่อนและเมื่อโตจึงปล่อยไป นอกจากนี้พี่เค้ายังเล่าให้ฟังอีกว่า เจ้าเต่าทะเลพวกนี้หากเคยวางไข่ที่ไหน มันจะกลับมาวางไข่ยังที่เดิม ถึงแม้ว่ามันจะว่ายน้ำไปไกลยังประเทศอื่น หรือทวีปอื่นก็ตาม  ช่างเป็นสัตว์ที่ฉลาดและน่ารักจริงๆ  

เต่าทะเลถือเป็นสัตว์อาวุโสที่สุดชนิดหนึ่งในท้องทะเลก็ว่าได้ เพราะสืบเผ่าพันธุ์มายาวนานถึง 220 ล้านปี และสาเหตุที่เจ้าเต่าทะเลสามารถสืบเผ่าพันธุ์มายาวนานขนาดนี้เมื่อเทียบกับสัตว์ดึกดำบรรพ์รุ่นเดียวกันที่สูญพันธุ์ไปแล้ว หรือบางชนิดก็หลงเหลือเพียงซากฟอสซิล ก็เพราะโครงสร้างของเต่าทะเลที่มีกระดองแข็งเป็นเสมือนเกราะป้องกันภัย จึงไม่ค่อยมีผู้ล่าแห่งท้องทะเลทำอันตรายเต่าทะเลได้  เต่าทะเลเมื่อเติบโตพ้นวัยที่กระดองบางๆ มาแล้ว ส่วนใหญ่มักมีอายุยืนยาว 80-120 ปี บางตังอาจถึง 160 ปีเลยทีเดียว หลังจากฟังบรรยายพอสมควรแล้วเราก็ไปเดินชมบ่ออนุบาลเต่า มีเต่าตัวเล็กๆ หลายตัวเลย ที่เราเห็นจะเป็นเตาตนุ  เดินเรื่อยไปยังบ่อเต่าพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ มีทั้งเต่าตนุและเต่ากระ ตัวใหญ่มากๆ เจ้าเต่าพวกนี้ชอบขึ้นมาหายใจ และอ้าปากให้เราถ่ายรูปซะด้วยค่ะ ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่านะ  



        ออกจากเกาะมันใน มุ่งหน้าสู่เกาะที่อยู่ไม่ไกลกันมากนัก นั่นก็คือเกาะมันกลาง ที่นีมีรีสอร์ทเดียวคือมันตราคีรี รีสอร์ท ใครจะมาพักที่นี่เค้าขายเป็นแพ็จเก็จ รวมค่าเรือไป-กลับ จากอ่าวมะขามป้อม ค่าอาหารบนเกาะ ค่าเรือพาเที่ยวเกาะมันในด้วย  ก็ถือว่าราคาไม่แพงถ้าเทียบกับค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพราะน้ำก็ต้องซื้อจากฝั่ง และไฟที่ใช้เครื่องปั่นไฟ ไหนจะค่าจ้างคนงานอีก ถือว่าราคาคุ้มค่ากับสิ่งที่ได้รับเลยละค่ะ  เราลงเรือลำใหญ่มาต่อเรือเล็กๆ ใกล้ๆกับเกาะ  บริเวณท้ายเกาะเนื่องจากน้ำลงเรือไม่สามารถเข้ามาใกล้เกาะได้มากนักจึงเดินไกลหน่อย  แต่โดยมากนักท่องเที่ยวเค้าจะมากันช่วงเที่ยงๆ จะไปลงด้านหน้ารีสอร์ทเลย ช่วงนั้นน้ำไม่ลงมากนักแต่ก็ต้องต่อเรือเล็กเข้าเกาะอยู่ดี  

การได้ลงท้ายเกาะ ถึงแม้จะไกลไปหน่อยแต่ก็โชคดีไม่น้อยค่ะ เพราะเราจะได้ไม่ต้องเดินมาดูทะเลแหวกกันอีกรอบ ลงจากเรือดูทะเลแหวก ถ่ายรูป และเดินไปบังรีวอร์ทก็ถือว่าโอเคเลย  ที่เกาะมันกลางแห่งนี้บริเวณท้ายเกาะจะมีทะเลแหวก  และก้อนหินต่างๆ ที่เรียงตัวอย่างสวยงามรอคอยให้เราไปถ่ายรูป จุดนี้มักมีนักท่องเที่ยวมาแวะลงเกาะถ่ายรูปกัน ถึงแม้จะไม่ได้พักบนเกาะ บางคนก็มาจอดเรือดำน้ำดูปลาทะเลสีสันสวยงามกัน  







เอาเป็นว่าเราก็ได้ถ่ายรูปกันจนหนำใจไปแล้วที่นี้ก็ถึงเวลาเดินไปที่รีสอร์ทกันแล้ว ระยะทางไม่ไกลมากนัก แต่คนอายุมากก็ถือว่าไกลเลยทีเดียว มีทางขึ้น ลง เขา เล็กน้อย เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน หรือว่าเราจะอายุมากแล้วนะเนี่ย  ในที่สุดก็เดินมาถึงที่พักของเรา อยู่บริเวณหน้าหาด มองจากข้างนอกเป็นกระต๊อบเล็กๆ เรียงติดกัน ห้องพักอีกแบบเป็นเรือมีห้องพัก 2 ห้อง ใน ลำเรือ อีกส่วนจะอยู่ด้านหลังเป็นห้องที่มีระเบียงกว้างกว่าหน้าหาด  ภายในห้องตกแต่งได้ดีค่ะ ด้านในเป็นปูนค่ะ  ที่นี่ไฟจะเริ่มเปิดให้ใช้ตอน 18.00 น.- 09.00 น. นอกจากนั้นจะใช้ไม่ได้ค่ะ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะช่วงเวลาเหล่านั้นเรามักจะไปเล่นน้ำ หรือไปดำน้ำกัน 











        พอตกเย็นใกล้เวลาที่พระอาทิตย์จะดำน้ำ ขอใช้คำว่าดำน้ำละกันนะคะ จะได้เฉพาะเจาะจงลงไปว่าเราอยู่ที่ทะเลยังไงล่ะคะ  มีจุดที่น่าสนใจในการชมพระอาทิตย์ดำน้ำอยู่ 2 จุด จุดแรกคือการขึ้นเขาไป ด้านหลังเกาะ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ของเกาะนำทางเราไป หรือใครไม่อยากเดินก็อยู่บริเวณหน้าที่พักด้านหลังเกาะก็สวยใช้ได้เลยค่ะ มีก้อนหินตั้งไว้อย่างกับจัดวาง แต่เป็นการจัดวางของธรรมชาติล้วนๆ ค่ะ  อดไม่ได้ที่จะปีนป่ายไปตามหินก้อนใหญ่เพื่อที่จะถ่ายรูป ยังไงถ้าไปเที่ยวที่นี่ก็อย่าลืมไปถ่ายรูปกับดวงอาทิตย์บริเวณนี้นะคะ ใครจะครีเอทท่าไหนก็ได้เลย มีมุมแปลกๆ จากจุดนี้ให้ได้ใช้จินตนาการในการจัดมุมให้ภาพถ่ายออกมาได้สวยงามและแปลกใหม่ตามจินตนาการ เพราะบริเวณนี้มีของเล่นเยอะ ให้เอามาจัดวางลงเฟรมได้แบบจุใจ ของเล่นนี้หมายถึงวิวทิวทัศน์ต่างๆ บริเวณนี้นะคะ เช่น ก้อนหิน ต้นไม้ ดอกไม้ ภูเขา ทะเล ท้องฟ้า 


  

        หลังจากใช้พลังกันไปทั้งวันแล้ว ก็ถึงเวลาเติมพลังกันแล้วหล่ะค่ะ อาหารมื้อเย็นริมทะเลบนโต๊ะสีขาวที่ถูกจัดไว้เป็นอย่างดี ไม่แพ้อาหารบนโต๊ะที่ชวนรับประทาน ไม่ว่าจะเป็นหมึกย่าง กุ้งซอสมะขาม อะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย ทั้งบรรยากาศและรสชาติอาหารทำเอาทานเข้าไปซะเยอะเลยค่ะ ระหว่างนั่งทานไปเรื่อยๆ ชิลๆ เราก็จุดดอกไม้ไฟอันเล็กๆ ล่นกันบ้าง เพื่อสร้างกิจกรรมให้เราขยับตัวกันซักหน่อยเพื่อจะได้มาทานกันต่อได้อีก   

  


อีกกิจกรรมที่ใช้พลังงานไม่น้อยระหว่างมื้ออาหารคือการไปดูแพลงตอนหรือที่ชาวประมงเรียกกันว่าพรายน้ำ จะเห็นเป็นแสงเรืองๆในน้ำทะเลน่ะคะ  จะเล่าให้ฟังแบบสั้นๆนะคะ การที่เราได้พบเจ้าแพลงตอนหรือพรายน้ำนี้แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์ที่ยังมีอยู่  จึงมีแพลงตอนให้เราเห็นมากมายอย่างนี้  เจ้าแพลงตอนพวกนี้ถูกน้ำทะเลซัดเข้ามาบริเวณชายหาดเห็นเป็นแสงเรืองๆสีฟ้าเต็มไปหมด โดยเฉพาะเวลาที่เราพยายามเอาน้ำมาสาดมันหรือเหยียบมัน แต่มันไม่ตายนะคะ เพราะมันตัวเล็กนิดเดียว เหยียบมันไม่โดนหรอก แต่การทำแบบที่ว่าจะทำให้มันเรืองแสงเพิ่มมากขึ้น เพราะว่าเจ้าแพลงตอนพวกนี้จะมีโปรตีนชนิดหนึ่งในร่างกายเมื่อรวมตัวกับออกซิเจนในอากาศจะเปล่งแสงออกมาได้ เพราะอย่างนี้การไปทำให้เกิดลมก็เป็นการช่วยกระตุ้นให้เกิดการเรืองแสงมากขึ้นนั่นเอง  เล่นกับแพลงตอนจนเหนื่อย ก็เข้าที่พักนอนฟังเสียงคลื่นกันค่ะ



        เช้าวันสุดท้ายเราตื่นมาชมพระอาทิตย์ขึ้นหน้าที่พักค่ะ น้ำทะเลขึ้นมาสูงจนชายหาดหน้าที่พักเดินไม่ได้ ได้อีกบรรยากาศที่สวยกว่าตอนน้ำลงซะอีก กิจกรรมยามเช้านอกจากการทานอาหารเช้าแล้ว หลายคนก็พายเรือแคนู เล่นน้ำ หรือไปดำน้ำกัน  ส่วนเราขอนั่งพัก นอนพัก ชิลๆ ริมหาด บนเปลที่ถูกจัดเตรียมไว้เป็นอย่างดี เท่านี้ก็มีความสุขสุดๆ แล้ว กลับบ้านไปพร้อมความประทับใจเต็มๆ เลยละค่ะ


CLIP CDO บรรยากาศยามเช้าที่เกาะมันกลาง








ภาพสวยๆ ทริป ดีๆ แบบนี้ต้องขอขอบคุณการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภูมิภาคภาคตะวันออก และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานระยอง
          

           
จังหวัด: 

ท่องเที่ยวสะดุดตา Spotlight Travel