โบราณสถาน

ท่องเที่ยว โบราณสถาน

หอกลองโบราณ หลังวัดโพธิ์ หอกลองต้นแบบจากกรุงศรีอยุธยา
อีกหนึ่งโบราณสถานที่ทำให้ผมสะดุดตามาก เมื่อมาเดินเที่ยวหลังวัดโพธิ์ คือ หอกลองครับ เป็นหอกลองที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่พ.ศ.2325 สมัยรัชกาลที่1 ความน่าสนใจของหอกลองแห่งนี้ คือ กลองที่อยู่ในหอแห่งนี้ทั้ง3ใบมีชื่อและมีหน้าที่แตกต่างกัน และในด้านสถาปัตยกรรมยังสร้างให้เหมือนหอกลองในสมัยกรุงศรีอยุธยา อีกด้วย
หอนาฬิกา หลังวัดโพธิ์  หอนาฬิกาแห่งแรกของกรุงเทพฯ
นานๆมาเดินเที่ยวกรุงเทพฯชั้นใน รอบๆวัดโพธิ์ ครั้งนี้ไปสะดุดตาเข้ากับ หอนาฬิกา ที่มีรูปทรงสวยงาม แปลกใจที่มาแถวนี้หลายรอบไม่ค่อยได้สังเกตุ ว่ากรุงเทพฯของเรา ก็มีหอนาฬิกากับเขาด้วย เห็นตามเมืองใหญ่ๆทั่วโลกมักจะมีหอนาฬิกา และหลายแห่งกลายเป็นย่านการค้าและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ แต่กับเมืองกรุงเทพฯ มาตั้งอยู่ตรงนี้เอง หลังวัดโพธิ์ ถนนสนามไชย ฝั่งเดียวกันกับกรมการรักษาดินแดน
ตามรอยอารยธรรมขอม เที่ยว 2 ช่อง ท่อง 2 แผ่นดิน
อีกหนึ่งเส้นทางท่องเที่ยวที่น่าสนใจที่สะดุดตาเห็นผ่านตามาจากโบรชัวร์แนะนำการท่องเที่ยวของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) สำนักงานสุรินทร์ เกี่ยวกับเส้นทางท่อวเที่ยวตามรอยอารยธรรมของ เที่ยว 2 ช่อง ท่อง 2 แผ่นดิน ได้ยินชื่อตอนแรกๆ ก็แอบ งง ว่า 2 ช่องอะไรยังไง สะดุดตาจึงได้ลองดูข้อมูลอีกทั้งยังได้ลองไปเที่ยวมาแล้วทั้งสองแผ่นดินและสองช่องที่ว่านี้ด้วยนะคะ 2 แผ่นดินที่พูดถึงนี้ก็คือ แผ่นดินไทย และ กัมพูชา ค่ะ ส่วนสองช่องนั้นก็คือ ด่านพรมแดนถาวรระหว่างไทยและกัมพูชา คือด่านช่องสะงำ จังหวัดศรีสะเกษ และด่านช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งทั้งสองด่านนี้สามารถเชื่อมโยงไปเที่ยวยังนครวัด-นครธม ที่เมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชาได้อีกด้วย
ชมสะพานหินโบราณ วัดสะพานหิน อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
เป็นหนึ่งความสะดุดตาที่ เห็นแล้วต้องหยุดรถกันเลยครับ กับวัดสะพานหิน ซึ่งมีสะพานหินโบราณ ที่เป็นเส้นทางขึ้นสู่วัดบนเนินเขาลูกเล็กๆที่อยู่ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย วัดแห่งนี้ปรากฏในหลักศิลาจารึกหลักที่1 ของพ่อขุนรามคำแหง เชื่อว่าพ่อขุนรามคำแหงทรงช้าง มานบพระที่วัดแห่งนี้ทุกวันพระ เส้นทางสะพานหินเป็นทางเดินที่สร้างยกพื้นขึ้นกว้างประมาณ1.5เมตร จากหินชนวนที่ก่อขึ้นดูคล้ายๆ กำแพงหิน แต่ใช้เป็นทางขึ้น
วัดโพธิ์ประทับช้าง สำหรับมุมมองของสะดุดตาแล้ว เป็นโบราณสถานเก่าแก่มาก เป็นวัดเก่าแก่มีมีอายุมากกว่า 300 ปี สร้างขึ้นตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยา ที่น่าสนใจตรงที่ยังมีการใช้งานอยู่จนถึงปัจจุบัน และยังคงสภาพในอดีตามจนทุกวันนี้อีกด้วย ไม้ได้มีการสร้างทับซ้ำให้หายไปจากเค้าโครงเดิม ดังนั้นการได้มาเที่ยวที่ วัดโพธิ์ประทับช้าง นักท่องเที่ยวจะได้เห็นวัดโบราณที่ถือว่ายังคงมชีวิตอยู่ไม่ใช่เพียงแค่เป็นโยราณสถาน และยิ่งเป็นศิลปะแบบอยุธยาด้วยแล้วสวยงามาก
เมืองโบราณบ้านคูเมือง จ.สิงห์บุรี

เมืองโบราณบ้านคูเมือง จ.สิงห์บุรี สันนิษฐานว่าเป็นชุมชนโบราณสมัยทวาราวดี ผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมมุมมน กว้าง 650 เมตร ยาว 750 เมตร สูงจากพื้น 1 เมตร มีเนินดินขนาดใหญ่ มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ มีการขุดค้นพบภาชนะดินเผามากมาย เช่น เครื่องถ้วยชาม หม้อ ไห กาน้ำ ลูกปัดหินสีต่าง ๆ ตะคันดินเผา ธรรมจักรหินเขียว ตุ้มหู ลูกปัด หินสี และเหรียญเงินมีคำจารึกว่า "ศรีทวารวดีศวรปุญยะ" แสดงให้เห็นว่ามีชุมชนอาศัยอยู่ในบริเวณนี้ติดต่อกันมาตั้งแต่สมัยฟูนันจนถึงรัตนโกสินทร์

ศาลจังหวัดและศาลากลางจังหวัดสิงห์บุรี ตั้งอยู่บนถนนวิไลจิตต์ ตำบลในเมือง ในเขตเทศบาลอำเภอเมืองสิงห์บุรี ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ศาลจังหวัดสร้างขึ้นเมื่อปี ร.ศ. 129 (พ.ศ. 2453) และศาลากลางจังหวัดสร้างขึ้นเมื่อปี ร.ศ. 130 (พ.ศ. 2454) สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นตึกก่ออิฐถือปูนชั้นเดียวทรงยุโรป มีความสวยงามและมีคุณค่าทางสถาปัตยกรรมมาก กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานที่สำคัญของชาติ เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2533

วัดหน้าพระธาตุ จ.สิงห์บุรี

วัดหน้าพระธาตุ ตั้งอยู่บริเวณบ้านพระนอนจักรสีห์ ต.จักรสีห์ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี แต่เดิมชาวบ้านเรียกวัดนี้ว่า วัดหัวเมืองหรือวัดศรีษะเมือง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น วัดหน้าพระธาตุ สันนิษฐานว่าสถานที่บริเวณนี้จะเป็นที่ตั้งของเมืองสิงห์บุรีเก่า และ เชื่อกันว่าเป็นวัดที่ตั้งอยู่ริมลำน้ำจักรสีห์ บริเวณเมืองสิงห์เก่า

บ่อพันขัน จังหวัดร้อยเอ็ด
เรากำลังมุ่งหน้าสู่บ่อพันขัน ในจังหวัดร้อยเอ็ด สถานที่ซึ่งเก่าแก่และก็ถูกนับว่าเป็นโบราณสถานไปแล้ว มันอยู่กลางทุ่งกุลาร้องไห้ สถานที่ที่ใครก็นึกว่าแห้งแล้ง แต่ในช่วงแล้งนี้แหละที่เราจะได้พบกับเจ้าบ่อนี้ใกล้ๆ บ่อน้ำจืดที่ไหลไม่หยุด และไม่มีวันหมด ท่ามกลางดินเค็ม จนเอามาทำเกลือกันได้เลย
คุกขี้ไก่ จันทบุรี

คุกขี้ไก่ ตั้งอยู่ใกล้ตึกแดง ที่ตำบลปากน้ำแหลมสิงห์ ก่อนถึงท่าเทียบเรือ ๑ กิโลเมตร สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖ (ร.ศ.